แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Value Investment แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Value Investment แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Matrix BCG เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

Matrix BCG - แมทริกซ์ บี ซี จี

     เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ ผ่านการวิเคราะห์แมทริกซ์ของ “อัตราการเจริญเติบโตของตลาดกับส่วนแบ่งตลาด” (Growth-Share Matrix) ซึ่ง บี ซี จี (BCG หรือ The Boston Consulting Group) ได้นำเสนอขึ้นมา

     โดยแกนตั้งจะแสดง “อัตราการเจริญเติบโตในภาพรวมของตลาดหรือธุรกิจ (Market / Business Growth Rate)” ซึ่งบางตลาดหรือบางธุรกิจอาจขยายตัวอย่างรวดเร็วในอัตราสูง ในขณะที่บางตลาดหรือบางธุรกิจมีดีมานด์ที่เพิ่มช้าหรือไม่เพิ่มเลยจึงขยายตัวช้า

     ส่วนแกนนอนจะแสดง “การครองตลาดหรือส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ของบริษัท” ซึ่งบางผลิตภัณฑ์หรือบางบริษัทอาจมีส่วนแบ่งตลาดมากเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในขณะที่บางผลิตภัณฑ์หรือบางบริษัทอาจมีส่วนแบ่งตลาดน้อย

     จากลักษณะการเติบโตของธุรกิจในภาพรวมกับส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์หรือของบริษัท จึงสามารถจำแนกประเภทธุรกิจเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

PE กับการวัดความถูกแพงของหุ้น

     PE ( Price to Earning ratio) หรืออัตราส่วนราคา ต่อ กำไรต่อหุ้น เป็นตะแกรงร่อนหุ้นในเชิงปริมาณอย่างหยาบ ๆ  เป็นอัตราส่วนที่นักลงทุนนิยมใช้กัน เพราะเป็นอัตราส่วนที่คำนวณได้ง่าย 

     PE หาได้จากราคาตลาด ณ ขณะนั้น (Price ; P) หารด้วย กำไรต่อหุ้น (Earning per Share ; E) แน่นอนว่า P หรือราคาตลาดนั้นหาได้ไม่ยาก ทุกคนที่ลงทุนในหุ้นนั้นต้องรู้อยู่แล้ว ส่วนที่ทำให้แต่ละคน หรือแต่ละแหล่งข้อมูลแสดงค่า PE ที่แตกต่างกันก็คือตัว กำไรต่อหุ้น (E) นั่นเอง บางคนใช้ E ของปีล่าสุด บางคนใช้ 4 ควอเตอร์หลังสุด บางคนคิดเป็น forward PE คือใช้ E ของปีถัดไป, 4 ควอเตอร์ถัดไป ซึ่งหาได้จากการวิเคราะห์เศรษฐกิจโดยรวมและการเติบโตของบริษัท

     มีการถกเถียง และแสดงความเห็นกันอย่างมากมายว่าการใช้ PE ปัจจุบัน กับการใช้ forward PE อย่างไหนจะประเมินความถูกแพงของหุ้นได้ดีกว่า กลุ่มที่บอกว่าการใช้ PE ปัจจุบันดีกว่า ก็บอกว่าข้อเสียของ forward PE ก็คือการคาดเดากำไรในอนาคต ซึ่งแต่ละคนจะประเมินได้ต่างกัน ไม่มีความแน่นอน ต่างกับการใช้ E ซึ่งมาจากงบการเงินซึ่งเป็นกำไรที่แน่นอนออกมาแล้ว ฝั่งที่นิยม forward PE ก็จะเห็นข้อเสียของ PE ปัจจุบัน ซึ่งเป็นการใช้กำไรในอดีต ซึ่งไม่ได้บ่งบอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

     แต่ไม่ว่าคุณจะใช้ PE แบบไหนในการคัดกรองหุ้น สิ่งสำคัญก็คือ PE ที่ใช้ ส่วนของกำไรหรือ E ควรจะคิดจากกำไรจากการดำเนินงานปกติของบริษัท ไม่ใช่กำไรพิเศษที่ได้จากโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งตรงนี้เป็นกับดัก PE ที่อาจเล่นงานนักลงทุนภายหลังได้เมื่อไม่มีกำไรพิเศษตรงนี้ E ก็จะลดลง ทำให้ PE สูงขึ้น ที่เราคำนวณโดยรวมกำไรพิเศษในตอนแรกก็จะไม่ถูกอีกต่อไป

     forward PE สำหรับบางคน รวมถึงผม จะใช้สำหรับการหาราคาเหมาะสมของหุ้น โดยจะใช้กับหุ้นที่เราศึกษาติดตามหาข้อมูลมาละเอียดพอสมควร เพราะเราต้องประมาณกำไรในอนาคต และจะไม่ใช้ค่ากำไรเพียงค่าเดียวแต่กำหนดไว้เป็นช่วง ส่วนตัวแล้วใช้ 3 ค่าคือ worst normal best เพื่อหาช่วงของราคาที่เหมาะสม แล้วนำไปคำนวณย้อนกลับไปที่ PE ที่คิดว่าเหมาะสมสำหรับหุ้นตัวนั้นซัก 3 ค่า

     นอกจากนี้ ถ้าเราใช้ forward PE เราต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับธรรมชาติของธุรกิจของบริษัทว่ามีปัจจัยใดที่ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทได้บ้าง เพราะถ้ากำไรต่างจากที่เราวิเคราะห์ไว้ก็จะส่งผลให้การตัดสินใจของเราผิดพลาดได้เลย 

     ดังนั้นหากเราต้องการใช้ PE แค่เพื่อกรองหาหุ้นที่ยังไม่แพงแบบหยาบ ๆ ก็ควรใช้ PE ใน 4Q ล่าสุด ก็เพียงพอและเหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ไม่สามรถกำหนดได้ว่า PE เท่าไหร่ถึงเรียกว่าถูกหรือแพงแล้ว ต้องใช้ประสบการณ์ การเปรียบเทียบ PE ของอุตสาหกรรม การเปรียบเทียบ PE ในอดีต มาใช้เป็นตัวช่วยวัดอีกทางหนึ่ง