วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

DSM ลงทุนหุ้นแบบซื้อสินทรัพย์เพื่อสร้างกระแสเงินสด (แบบมั่ว ๆ และดัดแปลงตามที่เข้าใจ)

DSM ย่อมาจาก Densri Method เป็นชื่อของคุณเด่นศรีผู้คิดค้นวิธีการลงทุนนี้

เป็นวิธีการลงทุนที่อาศัยความผันผวนของราคาหุ้นในการดึงเงินสดออกมา และเพิ่มจำนวนหุ้นโดยใช้เงินสดที่ดึงออกมาได้จากระบบ

หัวใจสำคัญของวิธีการลงทุนนี้คือ

1.การวางแผนการซื้อขาย ซึ่งมีกฎหลักอยู่สองอย่างคือ มีเวลาไม่จำกัดในการซื้อคืน และซื้อคืนให้ต่ำกว่าตอนขาย
2.ระบบบัญชี ที่จะทำให้มองเห็นภาพรวม กระแสเงินสดที่ดึงออกมาได้จากระบบ จำนวนหุ้นและราคาที่ซื้อเพิ่มหรือซื้อคืนได้

วิธีการที่ผมใช้ตอนนี้

การลงทุนแบบ DSM นั้นเป็นวิธีที่ไม่มีการสอน ไม่มีใครทราบวิธีที่ถูกต้องแน่นอน มีเพียงการคาดเดาไปต่าง ๆ นานา แต่ยึดหลักสำคัญตามที่กล่าวไว้ข้างบน ทำให้มีหลากหลายวิธีมากเวลาค้นหาวิธีการลงทุนแบบ DSM ของแต่ละท่านที่แชร์กัน วิธีที่ผมทดลองใช้ตอนนี้ก็คือ

1. เลือกหุ้นที่เราตั้งใจจะถือหรือเป็นเจ้าของบริษัทไปตลอดชีวิตหรือนานที่สุดหลาย ๆ ปี ถ้าไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรต่อพื้นฐานของบริษัท โดยมีคุณสมบัติเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา คือ
    1.1 มีปริมาณการซื้อขายต่อวันพอสมควร โดยอาจกำหนดว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 1-2 ปี มากกว่า 10 ล้านบาท ยิ่งหุ้นมีความผันผวนขึ้นลงได้ง่ายยิ่งมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดมาก  อาจดูกราฟราคาย้อนหลังประกอบการตัดสินใจเลือกหุ้นด้วย เพราะหุ้นบางตัวปริมาณการซื้อขายต่อวันมาก แต่ไม่ค่อยมีการแกว่งตัวของราคามากเท่าไหร่ นิ่งอยู่ที่เดิมหรือแกว่งน้อยเกินไป ก็ทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสดึงกระแสเงินสดออกมาจากความผันผวนมากเท่าไหร่
    1.2 หุ้นในพอร์ตไม่ควรกระจุกตัวอยู่ sector ใด sector หนึ่งมากเกินไป เวลาหุ้นนิ่งมันมักจะชอบนิ่งเหมือน ๆ กันทั้ง sector ทั้งกลุ่ม
    1.3 สามารถซื้อหุ้นได้อย่างน้อย 10,000 หุ้นขึ้นไป เพื่อการแบ่งสัดส่วนการซื้อขายที่ง่ายและสะดวก หรือถ้าเป็นหุ้นที่อยากได้จริง ๆ ก็ไม่ควรต่ำกว่า 1,000 หุ้น เพราะเวลาแบ่งขายจะได้แบ่งได้ไม่ต่ำกว่า 10 ส่วน

2. หลังจากซื้อหุ้นได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว ใช้ราคาที่ซื้อหุ้นเป็นจุดอ้างอิง  เช่น ซื้อลงทุนหุ้นที่ 10.00 บาท ราคาอ้างอิงคือ 10.00
    2.1 ถ้าหุ้นขึ้นไป 2 ช่องจากจุดอ้างอิง ถ้างบของหุ้นนั้นยังเหลือ ให้ซื้อ 10% ของจำนวนหุ้นที่ลงทุน  และขยับจุดอ้างอิงขึ้นไปที่ราคานั้น เช่นหลังจากซื้อหุ้นที่ 10.00 บาทแล้วหุ้นขึ้นไปที่ 10.20 (2 ช่อง) ราคาอ้างอิงก็จะกลายเป็น 10.20 แต่ถ้างบในการซื้อหุ้นตัวนั้นหมดแล้ว ให้ขยับเฉพาะราคาอ้างอิงขึ้นไปแต่ไม่ต้องซื้อเพิ่ม จนกว่าราคาจะวกกลับลงมา 3 ช่องจากจุดอ้างอิง จึงขยับจุดอ้างอิงกลับลงมา และขาย 10 %
    2.2 ถ้าหุ้นลงมา 2 ช่องจากจุดอ้างอิง ให้ขาย 10% ของจำนวนหุ้นลงทุน และขยับจุดอ้างอิงลงมา แต่ถ้าหุ้นหมดมือ ให้ขยับจุดอ้างอิงลงมาเรื่อย ๆ จนกว่าราคาจะวกกลับขึ้นไปจากจุดอ้างอิง 3 ช่องจึงขยับจุดอ้างอิงขึ้นไป และเริ่มซื้อกลับ 10%
    2.3 จุดอ้างอิงของขาขึ้น(ซื้อ) กับ จุดอ้างอิงของขาลง (ขาย) ไม่ควรจะซ้ำกัน ควรสลับฟันปลากันจะได้ไม่งงในการซื้อขาย และสะดวกในการลงบัญชี เช่น ซื้อหุ้นที่ 10.00 บาท จุดอ้างอิงถัดไปของขาขึ้นหรือฝั่งซื้อควรจะเป็น 10.20 10.40 10.60 10.80 ในขณะที่ฝั่งขายควรเป็นที่ราคา 10.30 10.50 10.70 10.90 ตรงนี้อาจจะงง แต่ถ้าลองทำเป็นตารางน่าจะเห็นภาพง่ายกว่า

3. ทำบัญชีการซื้อขาย จับคู่ตำแหน่งที่ราคาหุ้นสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ (ซื้อต่ำกว่าขาย) ส่วนที่ยังจับคู่ไม่ได้ก็ลงบัญชีทิ้งไว้เพื่อรอจับคู่

4.กระแสเงินสดจะมีอยู่สองส่วนคือ กระแสเงินสดอิสระ ส่วนนี้เราจะสามารถนำไปสะสมซื้อหุ้นตัวใหม่, ซื้อเพิ่มจำนวนหุ้นตัวเดิม หรือดึงบางส่วนออกมาสู่บัญชีใช้จ่ายก็ได้ กับอีกส่วนคือกระแสเงินสดจากการขายหุ้น ซึ่งส่วนนี้ถือว่าเป็นงบประมาณเงินสดสำหรับซื้อหุ้นตัวเดิม ในกรณีที่หุ้นขึ้นไปแล้วซื้อคืนยังไม่ได้ ถ้าหุ้นขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเราซื้อจนหมดงบที่ได้จากกระแสเงินสดจากการขายหุ้น แล้วหุ้นยังขึ้นไปต่อ ก็ไม่ต้องซื้อเพิ่มแล้ว รอหุ้นลงจึงค่อยขาย ถ้าขายแล้วหุ้นยังขึ้นไปอีก ก็ใช้เงินนั้นซื้อหุ้นเพิ่มตามงบที่มี วนไปเรื่อย ๆ ........ ทั้งสองส่วนนี้ต้องทำบัญชีให้ถูกต้อง ชัดเจน เพื่อช่วยในการตัดสินใจ และทราบทิศทางว่าควรซื้อ ถือ ขาย อย่างไร ต่อไปได้

เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ และไม่หลงทางในการลงทุนด้วยระบบนี้
เราควรมองในภาพรวม คล้าย ๆ การลงทุนในสินทรัพย์เพื่อสร้างกระแสเงินสด 



1. ให้มองเหมือนกับเรากำลังซื้อสินทรัพย์อย่างเช่น บ้าน หรือตึกมาจำนวนหนึ่ง (การซื้อหุ้นเพื่อลงทุนครั้งแรก) แล้วปล่อยให้เช่าสร้างกระแสเงินสดรับอย่างต่อเนื่อง

2. โดยการเช่านั้นจะเหมือนกับเราได้รับเงินมัดจำก่อน (ขายหุ้นเมื่อลงจากจุดอ้างอิงทีละ 2 ช่อง)

3. เมื่อผู้เช่าจะย้ายออก จึงคืนเงินค่ามัดจำที่หักค่าเช่าแล้ว (ซื้อหุ้นคืนตามจุดที่ซื้อคืนได้)

4. ส่วนต่างก็จะเป็นค่าเช่า (กระแสเงินสดอิสระ) ที่เราได้รับ

5. ส่วนหุ้นที่ซื้อคืนไม่ได้ก็เหมือนกับผู้เช่ายังไม่ได้ย้ายออกไปไหน ยังไม่ได้จ่ายค่าเช่า แต่เงินมัดจำอยู่กับเรา (เงินที่ขายหุ้นออกไปแล้วยังซื้อคืนไม่ได้)

6. เมื่อเห็นว่าอีกนานกว่าจะได้ค่าเช่าจากผู้เช่ารายนี้ ก็เอาเงินมัดจำที่เค้าจ่ายไว้ไปซื้อห้องใหม่เพื่อเปิดให้เช่าเพิ่มแทนเลย (ซื้อหุ้นเพิ่มที่ราคาข้างบน เมื่อเห็นว่าราคาขึ้นไปพอสมควร ซื้อคืนราคาด้านล่างคงอีกนาน หรือต้องรอขาลงรอบใหม่)

7. ตรงนี้อาจจะต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดดี ๆ ถ้าเกิดผู้เช่าต้องการออก แล้วไม่มีเงินมัดจำมาจ่าย ก็อาจเดือดร้อนได้ (เหมือนซื้อหุ้นเพิ่มไปแล้ว แต่หุ้นดันลงแรง แล้วไม่มีเงินซื้อจับคู่คืน) ประสบการณ์จะช่วยให้จัดการตรงนี้ได้ดีขึ้น สำหรับมือใหม่ แนะนำว่าให้ลงทุนซื้อห้องเพิ่ม 2 ห้อง เมื่อมีห้องที่ยังค้างมัดจำอยู่อีก 3 ห้อง (ซื้อหุ้นเพิ่มได้ 2 ส่วน เมื่อขายหุ้นแล้วซื้อคืนด้านล่างไม่ได้ 3 ส่วน) จะทำให้บริหารเงินสดได้ง่ายขึ้น

8. หุ้นที่เราซื้อก็เหมือนกับตึกที่เราซื้อ ถ้าเราซื้อหุ้นที่ดี มีอนาคต ก็เหมือนกับซื้อตึกที่ทำเลดี อนาคตสามารถเพิ่มค่าเช่าได้ (ส่วนต่างราคาที่จับคู่หุ้น เพื่อสร้างกระแสเงินสดจะเพิ่มขึ้น)

9. ค่าเช่าที่เราได้มา (กระแสเงินสดอิสระ) เราก็สามารถบริหารได้ว่าจะนำไปลงทุนซื้อห้องเพิ่มที่ทำเลเดิม (ซื้อหุ้นตัวเดิมเพิ่ม), เอาไปซื้อตึกที่ทำเลใหม่ (ซื้อหุ้นตัวใหม่), เก็บไว้เป็นเงินหมุนเวียน (เป็นเหมือน buffer เผื่อเหลือเผื่อขาด กรณีข้อ 7.) หรือจะนำไปใช้ ไปลงทุนอย่างอื่นต่อไปก็ได้

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Descending Triangle

     Descending Triangle เป็น Bearish Formation สามเหลี่ยมนี้มักจะเกิดในขาลงของราคาหุ้น เป็น continuation pattern แสดงถึงการลงต่อเนื่องของราคาหุ้น แต่ก็มีบางกรณีที่ Descending triangle เกิดใน uptrend เป็น reversal pattern แสดงถึงการจบรอบของ uptrend นั้น สามเหลี่ยมนี้บ่งบอกว่าหุ้นอยู่ในช่วง distribution

     รูปร่างของแพทเทิร์นนี้ก็จะเป็นสามเหลี่ยมที่มีฐานเป็นเส้นตรงแนวขวางอยู่ด้านล่าง เกิดจาก
1. จุด low ของกราฟที่ราคาเท่ากันหรือใกล้เคียงกันสองจุดหรือมากกว่า เกิดเป็นแนว Support
2. เส้นสัมผัสกับ high ที่ลดลงของกราฟราคาอย่างน้อยสองจุด เป็นเส้น Resistant ที่ลดลงมาเรื่อย ๆ
   

  • Trend เนื่องจากรูปแบบนี้เป็น Contiuation Pattern จึงควรเกิด Trend มาก่อนหน้าที่จะเกิดรูปแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบนี้ถือเป็น Bearish Formation อยู่แล้ว  ความแรงหรือระยะเวลาของ Trend ก่อนหน้าก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการ form ตัวให้ได้ pattern ที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Ichimoku Cloud - Indicator อเนกประสงค์

     Ichimoku Cloud หรือที่รู้จักกันในชื่อ Ichimoku Kinko Hyo ถือเป็น indicator อเนกประสงค์ ที่สามารถใช้สำหรับกำหนดแนวรับ แนวต้าน, ใช้สำหรับบอกเทรนด์, วัดความแรงของการเคลื่อนไหวของราคา และใช้หาสัญญาณซื้อขายได้

ภาพจาก stockcharts.com

     1. Tenkan-sen (Conversion line) : (9 period high + 9 period low)/2
     2. Kijun-sen (Base line) : (26 period high + 26 period low)/2
     3. Senkou Span A (Leading Span A) : (Conversion line + Base line)/2 และพล็อตค่าล่วงหน้าไป 26 period
     4. Senkou Span B (Leading Span B) : (52 period high + 52 period low)/2 และพล็อตค่าล่วงหน้าไป 26 period
     5. Chiku Span (Lagging Span) : ราคาปิด พล็อตย้อนหลังไป 26 period

     กลุ่มเมฆ (Kumo) เป็นส่วนที่โดดเด่นของ indicator นี้ เกิดจากระยะห่างของสองเส้นคือ
 Leading Span A กับ Leading Span B ฟอร์มเป็นกลุ่มเมฆ ซึ่งเราสามารถนำมาใช้บ่งชี้เทรนด์ของหุ้นได้ 2 วิธีคือ 1. หุ้นอยู่ในขาขึ้นเมื่อราคาอยู่เหนือก้อนเมฆ ถ้าราคาอยู่ใต้ก้อนเมฆจะเป็นทิศทางขาลง ถ้าอยู่ในก้อนเมฆจะอยู่ในทิศทาง sideway 2. หุ้นจะอยู่ใน uptrend เมื่อ Leading Span A วิ่งขึ้นอยู่เหนือ Leading Span B ซึ่งจะทำให้เกิดกลุ่มเมฆสีเขียว ในทางกลับกัน ถ้า Leading Span A วิ่งลงใต้เส้น Leading Span B ทำให้เกินกลุ่มเมฆสีแดง เป็นการแสดงทิศทางราคาขาลง และเนื่องจากกลุ่มเมฆนี้จะสร้างขึ้นที่ 26 period ถัดจากปัจจุบัน ทำให้เราใช้เป็นเส้น support, resistant ในอนาคตได้

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

Symetrical Triangle

  Symetrical Triangle

     เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่แกว่งขึ้นลงเข้าหาจุด ๆ หนึ่ง โดยระยะของการแกว่งตัวจะแคบลงเรื่อย ๆ เมื่อลาก Trend line สองเส้น เส้นหนึ่งผ่าน high ของจุดกลับตัว อีกเส้นผ่าน low ของจุดกลับตัว (ที่จุดกลับตัวแต่ละครั้งจะมี lower high และ higher low) เส้น Trend line นี้จะมาบรรจบกันเป็นสามเหลี่ยม      
     พอถึงจุดหนึ่งที่ราคาเกิดการ break แนว Trend line ที่ลากไว้ ก็จะเกิดการขยับตัวขึ้นหรือลงของราคาอย่างรวดเร็ว Symetrical Triangle ถือว่าเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่น่าเชื่อถือรูปแบบหนึ่ง เมื่อราคาหุ้นเคลื่อนไหวในรูปแบบนี้ ควรจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อรอดูการ Break out ยิ่งเห็นการทะลุขึ้นมาของราคาเร็วกว่า ก็ยิ่งมีโอกาสได้กำไรสูงกว่า

     รูปแบบราคาแบบ Symetrical Triangle มักจะเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาในระยะปานกลาง โดยส่วนใหญ่แล้วจะมากกว่า 1 เดือน ในการสร้างรูปแบบสามเหลี่ยมนี้ และบางครั้ง pattern นี้ก็กินเวลามากกว่าสามเดือน แต่ถ้าหารูปแบบนี้ใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือนแล้วเกิดการ break out ก็มักจะมีการขยับของราคาไปในทิศทางที่มัน break out เป็น trend อย่างต่อเนื่อง

ข้อสังเกต