วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

Symetrical Triangle

  Symetrical Triangle

     เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่แกว่งขึ้นลงเข้าหาจุด ๆ หนึ่ง โดยระยะของการแกว่งตัวจะแคบลงเรื่อย ๆ เมื่อลาก Trend line สองเส้น เส้นหนึ่งผ่าน high ของจุดกลับตัว อีกเส้นผ่าน low ของจุดกลับตัว (ที่จุดกลับตัวแต่ละครั้งจะมี lower high และ higher low) เส้น Trend line นี้จะมาบรรจบกันเป็นสามเหลี่ยม      
     พอถึงจุดหนึ่งที่ราคาเกิดการ break แนว Trend line ที่ลากไว้ ก็จะเกิดการขยับตัวขึ้นหรือลงของราคาอย่างรวดเร็ว Symetrical Triangle ถือว่าเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่น่าเชื่อถือรูปแบบหนึ่ง เมื่อราคาหุ้นเคลื่อนไหวในรูปแบบนี้ ควรจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อรอดูการ Break out ยิ่งเห็นการทะลุขึ้นมาของราคาเร็วกว่า ก็ยิ่งมีโอกาสได้กำไรสูงกว่า

     รูปแบบราคาแบบ Symetrical Triangle มักจะเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาในระยะปานกลาง โดยส่วนใหญ่แล้วจะมากกว่า 1 เดือน ในการสร้างรูปแบบสามเหลี่ยมนี้ และบางครั้ง pattern นี้ก็กินเวลามากกว่าสามเดือน แต่ถ้าหารูปแบบนี้ใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือนแล้วเกิดการ break out ก็มักจะมีการขยับของราคาไปในทิศทางที่มัน break out เป็น trend อย่างต่อเนื่อง

ข้อสังเกต

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

CANSLIM - อีกหนึ่งหลักการเลือกหุ้น เพื่อผลตอบแทนที่อัศจรรย์

     CANSLIM เป็นหลักการอย่างหนึ่งในการคัดกรอง, การซื้อ และการขายหุ้น ที่อธิบายไว้ในหนังสือชื่อ "How to make money in stocks" ซึ่งพัฒนาโดย William O'Niel ผู้ร่วมก่อตั้ง Investor's Business Daily. CANSLIM เป็นตัวย่อของกลยุทธ์การลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก CANSLIM แตกต่างจากกลยุทธ์การลงทุนอื่น ๆ ตรงที่ให้ความสนใจทั้งในสิ่งที่วัดได้ (เชิงปริมาณ) เช่น กำไร และยังให้ความสนใจในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (เชิงคุณภาพ) เช่น ความแข็งแกร่งของบริษัท

     กลยุทธ์การคัดกรอง ซื้อขายหุ้นแบบ CANSLIM นี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 มีตัวอย่างบริษัทมากมายที่เข้า criteria ของ CANSLIM ก่อนที่ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาต่อมา

     ตัวย่อและความหมายของแต่ละตัวใน CANSLIM


 C = Current earnings

     โอนีลให้ความสำคัญในการเลือกหุ้นที่มีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้น  (EPS ; Earning per Share) ในไตรมาสล่าสุดเติบโตจากปีก่อน โดยการเติบโตของ EPS ควรจะเป็นเท่าไหร่นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าค่าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม แต่ระบบ CANSLIM แนะนำว่าควรเติบโตไม่ต่ำกว่า 18-20% เมื่อเทียบกับปีก่อน

     กำไรที่ได้ต้องเป็นกำไรที่มีคุณภาพ มีการแสดงตัวเลขอย่างถูกต้อง เป็นมาจากการดำเนินการจริง ๆ เพราะหลาย ๆ บริษัทมีกำไรที่โตขึ้น แต่ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงานปกติ หรืออาจเป็นการใช้วิธีการทางบัญชีทำให้ได้ตัวเลขสูงกว่าความเป็นจริง นักลงทุนต้องเจาะข้อมูลตรงนี้ให้ละเอียด อย่าเพียงแค่ดูตัวเลขที่แสดงในงบกำไรขาดทุน โอนีลกล่าวว่า ถ้าคุณแน่ใจแล้วว่ากำไรของบริษัทนั้นเป็นกำไรที่มีคุณภาพจริง อีกสิ่งที่ควรทำก็คือการเช็คกำไรของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน กำไรที่เติบโตอย่างมั่นคงของอุตสาหกรรมเป็นสิ่งยืนยันว่าอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรือง และบริษัทก็พร้อมที่จะทุบสถิติทั้งกำไรและราคา

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Matrix BCG เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

Matrix BCG - แมทริกซ์ บี ซี จี

     เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ ผ่านการวิเคราะห์แมทริกซ์ของ “อัตราการเจริญเติบโตของตลาดกับส่วนแบ่งตลาด” (Growth-Share Matrix) ซึ่ง บี ซี จี (BCG หรือ The Boston Consulting Group) ได้นำเสนอขึ้นมา

     โดยแกนตั้งจะแสดง “อัตราการเจริญเติบโตในภาพรวมของตลาดหรือธุรกิจ (Market / Business Growth Rate)” ซึ่งบางตลาดหรือบางธุรกิจอาจขยายตัวอย่างรวดเร็วในอัตราสูง ในขณะที่บางตลาดหรือบางธุรกิจมีดีมานด์ที่เพิ่มช้าหรือไม่เพิ่มเลยจึงขยายตัวช้า

     ส่วนแกนนอนจะแสดง “การครองตลาดหรือส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ของบริษัท” ซึ่งบางผลิตภัณฑ์หรือบางบริษัทอาจมีส่วนแบ่งตลาดมากเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในขณะที่บางผลิตภัณฑ์หรือบางบริษัทอาจมีส่วนแบ่งตลาดน้อย

     จากลักษณะการเติบโตของธุรกิจในภาพรวมกับส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์หรือของบริษัท จึงสามารถจำแนกประเภทธุรกิจเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ROE - อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น

     หนึ่งในหลาย ๆ อัตราส่วนที่มีความสำคัญ และใช้เป็นตัววัดความน่าสนใจในการลงทุนอย่างคร่าว ๆ สำหรับนักลงทุนระยะยาวก็คือ ROE (Return on Equity) หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น มีสมการง่าย ๆ ว่า

ROE = Net Profit (กำไร) / Equity (ส่วนของผู้ถือหุ้น) 

     โดยกำไรเอามาจากงบกำไรขาดทุน สำหรับส่วนของผู้ถือหุ้น ก็หาได้จากงบดุล โดยปกติแล้วส่วนของผู้ถือหุ้นควรนำค่าตอนต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องยิ่งขึ้น

     ROE เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงความสามารถของบริษัทในการนำเงินของผู้ถือหุ้น ไปใช้ในการสร้างผลกำไร อัตราส่วนนี้แสดงค่าเป็น % โดยยิ่งมี % มากยิ่งดี แสดงว่าบริษัทนำส่วนของผู้ถือหุ้นไปใช้สร้างผลตอบแทนกลับคืนมาให้ผู้ถือหุ้นได้มาก เช่น บริษัท A มี ROE 5% บริษัท B มี ROE 15% แสดงว่าบริษัท B มีความน่าสนใจกว่า เพราะนำเงินของผู้ถือหุ้นที่จำนวนเท่า ๆ กัน ไปสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า

     การรักษาระดับ ROE ให้สูงเป็นระยะเวลานานเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เนื่องจากเมื่อบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานและเหลือเป็นกำไรสะสม ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นในปีต่อ ๆ ไปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทก็ต้องสร้างกำไรให้เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กันกับส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาระดับของ ROE ให้เท่าเดิม ซึ่งบริษัทที่จะทำแบบนี้ได้ต้องเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงระดับหนึ่งเลย

     นอกจากนี้ บางบริษัทอาจทำให้ ROE สูงขึ้นได้จากการกู้ยืม ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่ได้กู้ยืม เช่น 
     บริษัท A มีกำไร 150 ไม่มีหนี้สินระยะยาว มีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,000 ROE = 15% 
     บริษัท B มีกำไร 200 มีหนี้สินระยะยาว 1,000 มีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,000 ROE = 20% 
     
     จะเห็นได้ว่าบริษัท B มี ROE สูงกว่าบริษัท A แต่มีหนี้สินพอ ๆ กับส่วนของผู้ถือหุ้น ในขณะที่บริษัท A ไม่มีหนี้เลย ดังนั้นการเปรียบเทียบว่าบริษัทใดน่าสนใจกว่า โดยการใช้ ROE เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

     และจากตัวอย่างที่ผ่านมาจึงทำให้มีอีกหนึ่งอัตราส่วนที่น่าสนใจนำมาใช้เปรียบเทียบบริษัทในกรณีดังกล่าวได้คือ ROTC (Return on Total Capital) หาได้จาก 

ROTC = Net Profit / (Long term Liability + Equity) 
(กำไรสุทธิหารด้วยผลรวมของหนี้สินระยะยาวกับส่วนของผู้ถือหุ้น)

     จากตัวอย่างเดิมจะได้
     บริษัท A มี ROTC = 150/(0+1,000) = 15%
     บริษัท B มี ROTC = 200/(1,000 + 1,000) = 10%

     ซึ่งเมื่อนำมาใช้คู่กับ ROE จะทำให้มองเห็นภาพการสร้างผลตอบแทนของบริษัทได้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น เพราะบางบริษัทถ้าดูแต่ ROE อาจมีค่าสูงกว่าอีกบริษัท แต่พอมาดู ROTC อาจมีค่าต่ำกว่าก็ได้ 

     ROE ของบริษัทยังอาจมีค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะสั้น เนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ ROE สูงขึ้นทันที ซึ่งเป็น ROE ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติของบริษัท เราจึงควรดูที่มาของ ROE ด้วยว่าคิดมาจากการดำเนินงานปกติของบริษัทหรือไม่

     นอกจากนี้ ROE ของบริษัทควรมีความสม่ำเสมอ ถ้า ROE มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไป ก็สันนิษฐานได้ว่าบริษัทนั้นน่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรกำไรขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นรอบ ๆ ไม่แน่นอน ลองสำรวจ ROE ย้อนหลังไปหลาย ๆ ปีก็จะพบว่าขึ้น ๆ ลง ๆ ในรูปแบบเดียวกัน

     สรุป : เมื่อเราใช้ ROE เป็นส่วนหนึ่งในการเปรียบเทียบความน่าสนใจของหุ้น หุ้นที่มี ROE สูงกว่าจะมีความน่าสนใจกว่า เพราะสามารถนำส่วนของผู้ถือหุ้นไปสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า ROE ของบริษัทนั้นควรมีความสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้เพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กับความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นอย่างมั่นคง และไม่ควรใช้ ROE ในการเปรียบเทียบบริษัทเพียงอย่างเดียว ควรใช้ ROTC ด้วย เพื่อที่จะได้เห็นภาพของบริษัทอย่างถูกต้อง

สรุปย่อ และทบทวนด้วยภาษาของตัวเอง จากแหล่งข้อมูล :
"ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร"
Value Way
วิบูลย์ พึงประเสริฐ